About Privilege Card Promotion News Member Login

NEWS



    ทดลองเพิ่มข่าว

    ซาท์ แทกติคมอบตัว ทับซ้อนครัวซองเต๊ะเบญจมบพิตรเปียโน อะวานิลลามหาอุปราชา แคนยอน ธรรมาไลฟ์โพสต์ เวิร์คปูอัดเป็นไง วิลล์รัมฟลุท แอโรบิค ฟยอร์ดแพตเทิร์น ไคลแมกซ์ แบคโฮซาร์ดีนถ่ายทำห่วยอะ แผดเผาอุปนายกไคลแม็กซ์อันตรกิริยาทัวริสต์ เชฟเมจิก รีเสิร์ชแบดแฮนด์หลวงปู่รีทัช ซันตาคลอสเอาท์จิ๊กซอว์ยิม

    เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอาหารโลก

    ปัจจุบันประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคาดว่าในปี ค.ศ. 2050 จะมีประชากรโลกมากถึง 9 พันล้านคน ดังนั้น มนุษย์จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเพื่อที่จะได้มีอาหารเพียงพอสอดรับกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ มาดูกันว่า 10 เทคโนโลยีที่ว่านี้มีอะไรบ้าง 1. GMOs; การดัดแปลงพันธุกรรม ในพืชจะถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีความต้านทานต่อวัชพืชและศัตรูพืช และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ สำหรับในสัตว์จะถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ เร่งอัตราการเจริญเติบโต หรือเพิ่มโปรตีน รวมทั้งการเพิ่มสารอาหารในเนื้อ 2. Precision agriculture; เกษตรกรรมแบบแม่นยำสูง หรือมักจะถูกเรียกว่า satellite farming รวมถึงการใช้ระบบติดตามด้วย GPS และการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อสังเกตการณ์ผลผลิต ระดับของดิน และสภาพอากาศ เพิ่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการฟาร์ม 3. Drones; ยานไร้คนขับหรือเครื่องบินวิทยุบังคับที่ติดตั้งระบบบินเองได้อัตโนมัติ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากกว่า satellite farming เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสังเกตการณ์ รวบรวมข้อมูล และประมวลผลข้อมูลในการเพาะปลูก เพื่อพัฒนาการจัดการทรัพยากรและช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยมีจุดเด่นคือสามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว 4. Internet of Things; เป็นการใช้ระบบ sensors สำหรับฟาร์มซึ่งอยู่ในรูปของเทคโนโลยีทางชลประทาน การสังเกตการณ์ผลผลิต ตัวอย่างระบบที่นำมาใช้ในปัจจุบัน เช่น WaterBee เป็นการ wireless sensors ในการเก็บข้อมูลต่างๆ ของฟาร์มได้แก่ ปริมาณดิน และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น 5. Food waste tracking; เครื่องมือติดตามอาหารเหลือทิ้ง โดยการนำมาสื่อสังคมออนไลน์ application และ web platforms มาใช้เป็นสื่อกลางในการแชร์ข้อมูลวัตถุดิบ/อาหารที่เหลือให้แก่ผู้อื่นมาซื้อต่อไปในราคาที่ถูกลง 6. Hackathons; เป็น open source ที่เกิดจากผู้คนจำนวนมากมีส่วนร่วมในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน เช่น การแชร์ข้อมูลเรื่องนวัตกรรมอาหารหรือนวัตกรรมทางการเกษตร 7. 3D printing; การขึ้นรูปอาหาร 3 มิติ ด้วยการเครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำ prototype ที่รวดเร็วและง่ายดาย ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติ จำหน่ายในทางการค้าแล้ว โดยมีวิธีคือนำส่วนผสมทุกอย่างลงในเครื่องปั่น จากนั้นเครื่องพิมพ์จะพิมพ์อาหารออกมาในรูปร่างต่างๆ 8. Farm locations; ปัจจุบันพื้นที่ในการทำการเกษตรมีจำกัดโดยเฉพาะพื้นที่ในเมือง ดังนั้น จึงมีการนำพื้นที่ทิ้งร้างมาใช้ในการทำการเกษตร ่เช่น อุโมงค์ใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างในมหานครลอนดอน หรือแม้แต่การทำฟาร์มในโรงงานที่ถูกทิ้งร้าง 9. Access to recipes; คือการเข้าถึงเมนูอาหาร รวมถึงขั้นตอนต่างๆ ในการเตรียมอาหาร การประกอบอาหาร ผ่านการใช้ application หรือการดูวิดีโอจากเว็บไซต์ youtube 10. Promoting local food; วลีที่ว่า farm-to-fork ในปัจจุบันมีกระแสที่แรงมากขึ้น เนื่องจากผู้คนมีความต้องการทราบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ แหล่งเพาะปลูก หรือข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของวัตถุดิบทางการเกษตร รวมถึงความต้องการในการบริโภควัตถุดิบในท้องถิ่น ดังนั้น จึงได้มีการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นเพื่อแนะนำสถานที่ผู้คนจะสามารถค้นหาแหล่งเพาะปลูกในท้องถิ่นได้

    ลูกกลิ้งพลาสมา

    นวัตกรรมลูกกลิ้งพลาสมา ใช้สำหรับการฆ่าเชื้อโรคบนผิววัสดุ เพื่อเตรียมสำหรับการเคลือบ การเพ้นท์ในลำดับต่อไป ลูกกลิ้งพลาสมาจะแตกต่างจากเครื่องพลาสมาแบบเดิมที่มีนาดใหญ่ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้หลังติดตั้ง และใช้งานยาก แต่ด้วยลูกกลิ้งพลาสมาใหม่นี้ จะมีขนาดเล็กลง เสมือนกับลูกกลิ้งทาสีบ้านที่ใช้งานง่าย เพียงแค่กลิ้งไปมาบนผิววัสดุ 2-3 ครั้ง ด้วยความเร็ว 1 ซม./วินาที ก็สามารถจำกัดเชื้อโรคได้ถึง 90 เปอร์เซ็น เหมาะสำหรับการใช้งานกับพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น ผนัง พื้นบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อวัว : Cultured Beef

    ศาสตราจารย์ Mark Post จากมหาวิทยาลัย Maastricht เนเธอแลนด์ ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อวัว จนได้ออกมาเป็นชิ้นเนื้อวัว และได้นำเนื้อวัวนั้นไปปรุงอาหารในงาน ประชุมวิชาการที่ลอนดอน นักวิจารณ์ต่างก็กล่าวว่า มันเหมือนเนื้อวัวเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะไม่นุ่ม และชุ่มฉ่ำเหมือนเนื้อจริงๆ ก็ตาม แนวคิดการวิจัยและพัฒนาเกิดจากความต้องการที่จะป้องกันและลดภาวะคาดแคลนอาหารสำหรับประเทศที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร อีกทั้งช่วยลดการใช้พลังงานลงมากถึง 45% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 96% และใช้พื้นที่ลดลงมากถึง 99%

    BIQ อาคารพลังงานสาหร่ายแห่งแรกของโลก

    อาคารหลังนี้เป็นอาคารต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยี Bio-adaptive Facade โดยตัวผนังจะประกอบด้วยกระจก 2 ชั้นประกบเข้าด้วยกัน ภายในช่องว่างนี้จะถูกเติมน้ำที่เต็มไปด้วยสาหร่ายลงไป ผนังที่เปรียบเสมือนฟาร์มสาหร่ายนี้จะถูกวางไว้ในด้านที่หันหน้าเข้ากับแสงอาทิตย์โดยตรง เมื่อสาหร่ายสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ พลังงานแสงที่หลงเหลือจากการสังเคราะห์จะถูกนำเข้าสู่ห้องปฏิบัติการภายในอาคารเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนสำหรับผลิตน้ำอุ่น นอกจากนี้ในช่วงที่แดดจัด สาหร่ายในตู้กระจกจะเติบโตขึ้นเป็นชั้นหนา จะสามารถช่วยกรองแสงแดดและกันความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้ ช่วยให้ตัวอาคารเย็นขึ้น ทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับอาคารด้วย และเมื่อสาหร่ายเหล่านี้โตขึ้นจนได้เวลาที่เหมาะสม ก็จะถูกเก็บเกี่ยวและส่งไปเพื่อทำใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไป อาคารหลังนี้ เป็น อาคารจัดแสดงนิทรรศการนานาชาติในเมืองฮัมบรูก ประเทศเยอรมัน (the International Building Exhibition in Hamburg ) ออกแบบโดย Splitterwerk Architects เป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างหลายหน่วยงาน มีบริษัทสถาปนิก Spitterwerk Architects หน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศเยอรมัน Strategic Science Consult of Germany และ ARUP and Colt International

    การฟอกฟันขาวด้วยพลาสมา

    วิธีการฟอกฟันขาวสามารถทําได้ทั้งที่คลีนิค และที่บ้านสําหรับวิธีการทําที่คลีนิคนั้น ทําโดยการใช้พลาสมาเลเซอร์สาร hydrogen peroxide 35% ฉายลงไปที่ผิวฟันเป็นเวลาประมาณ 1 ชม. เพื่อขจัดคราบขี้ฟัน คราบฝังแน่นที่เป็นต้นเหตุของหินปูนผลลัพธ์จะทําให้ฟันขาวขึ้น 4-6 เชด ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500-1,100 USD หรือประมาณ 16,000 - 35,000 บาท

    การกำเนิดผิวใหม่ด้วยลำอนุภาคพลาสม่า Plasma Skin

    พลาสมา ในทางฟิสิกส์และเคมี คือ แก๊สที่มีสภาพเป็นไอออน และจัดได้ว่าเป็นสถานะที่ 4 ของสสาร เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากสถานะอื่นอย่างชัดเจน ปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีการนำเอาแก๊สสถานะพลาสมา (ไนโตรเจน) มาปรับปรุงคุณภาพผิว ด้วยวิธีการฉายลงบนผิวหน้าของคนไข้ เป็นการรักษาผิวที่ไม่ใช่การใช้แสงเลเซอร์ แต่เป็นการส่งพลังงานพลาสม่าผ่านอุปกรณ์ไปยังชั้นใต้ผิวหนังเพื่อฟื้นฟูสภาพผิว ลดรอยเหี่ยวย่น ลดริ้วรอยแห่งวัย ปรับสภาพสีผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยขั้นตอนการปรนนิบัติผิวจะใช้เวลาเพียง 15 นาที และไม่ก่อให้เกิดรอยแผลเป็น หรือการเจ็บปวดระหว่างการทำ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขยายจากระดับห้องปฏิบัติการให้สามารถใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป และประเทศไทยเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาแล้ว  



Contact Us

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP)

ชั้น 2 อาคารวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

239 ถ.ห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

โทรศัพท์ 053-942088-91 ต่อ 208

มือถือ : 081-9696919

แฟกซ์ : 053-942088-91 ต่อ 413

Email : [email protected]



วันนี้ : 22 คน
เมื่อวาน : 88 คน
เดือนนี้: 3,878 คน
ปีนี้ : 21,117 คน
ทั้งหมด : 21,117 คน